เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง : Justin Bieber – Love Yourself

สำหรับเพลงนี้ก็อาจจะไม่ได้มีแกรมมาร์ หรือคำศัพท์ยากๆมากมาย แต่เห็นว่าเป็นเพลงที่เจ็บแสบดี ก็น่าจะมีอะไรที่เรียนรู้ได้อยู่แหละเนอะ

อ่านเนื้อเพลงกันก่อน http://www.aelitaxtranslate.com/2015/11/justin-bieber-love-yourself.html

 

เริ่มเลยดีกว่า

คำศัพท์

Ain’t คำนี้มาอีกแล้ว อย่างที่เคยบอกไปว่ามันเป็นตัวย่ออย่างไม่เป็นทางการของ am not, is not, are not, have not, has not หรือง่ายๆว่าทำให้เป็นปฏิเสธเฉยๆ ซึ่งในประโยคนี้คือ am not เพราะเป็น I คงไม่ใช่ is not หรือ are not
ส่วนที่ไม่ใช่ have not ก็เพราะว่า อันนี้ไม่ใช่ประโยคที่จำเป็นจะต้องใช้ perfect tense

Wanna เป็นคำย่อของ Want to แปลว่า ต้องการจะ

Admit (v.) ยอมรับ

Opinion (n.) ความคิดเห็น

Vulnerable (adj.) อ่อนแอ – ถึงใช้ในเชิงความรู้สึกก็หมายถึงความรู้สึกที่ไม่มั่นคง อ่อนแอต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือจะเป็นจุดอ่อนก็ได้ ถ้าใครเล่นเกมบ่อยๆก็น่าจะได้เห็นคำนี้ เวลาที่เราโจมตีโดนจุดอ่อน หรือศัตรูแพ้ธาตุนี้

 

สำนวน

Rain on my parade เป็นสำนวน หมายถึงการทำลายบรรยากาศ ทำลายความสุข ทำลายความสนุก เหมือนเวลาจัดงานอะไรซักอย่างแล้วมีฝนเทลงมา ทำให้งานกร่อย

For goodness’ sake เป็นคำอุทาน ไม่ได้แปลความหมายตรงๆ ใช้ได้ทั้งเวลาที่อารมณ์เสีย (ให้ตายสิ) หรือเวลาที่ตื่นเต้น ตกใจก็ได้ (โอ้พระเจ้า!) ความหมายก็เหมือนกับ for fuck’s sake, for god’s sake

On my own อันนี้เป็นคำที่น่าจะได้เจอบ่อย อาจจะเปลี่ยนจาก my เป็น your, his, her ก็ว่าไป แปลความหมายได้ว่าด้วยตัวคนเดียว Crying on my own ก็คือ ร้องไห้อยู่คนเดียว ถ้าเปลี่ยนเป็น On your own ก็เปลี่ยนเป็นฝ่าย “คุณ” ที่เป็นคนทำอะไรด้วยตัวคนเดียว

Hit phone up ไม่ได้หมายถึงการทุบตีโทรศัพท์นะ (ฮา) แต่หมายถึงการกระหน่ำโทร โทรจิกยิกๆๆๆๆ

Move on คำนี้ก็จะเจอบ่อย จริงๆมันก็คือการก้าวเดินต่อไปข้างหน้านั่นแหละ แต่ถ้าความหมายจริงๆมันไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนไหว แต่การก้าวเดินไปจากจุดเดิมที่เคยยืนในอดีต หรือถ้าในเรื่องความสัมพันธ์ก็คือการตัดใจจากคนเก่า แล้วพร้อมจะมีคนใหม่นั่นเอง

Hold back หมายถึงการยั้งตัวเองเอาไว้ หรือการอดกลั้นอารมณ์เอาไว้ ในที่นี้น่าจะหมายถึงการที่จะ ไม่ยั้งตัวเองเอาไว้ จะตัดใจจากเธอ แล้วก้าวเดินต่อไปให้ได้

Caught up หมายถึงการต้องเข้าไปพัวพัน (involve) หรือการติดพันอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือยุ่งอยู่กับสิ่งนั้นๆ

What’s going on ในที่นี้หมายถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานั้นๆ

Hold on to ……… หมายถึงการที่ยังเก็บเอาไว้ มีพันธะผูกพัน หรือการยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อเนื่อง อาจจะใช้กับความรู้สึก หรือสิ่งของก็ได้ อย่างเช่น

– Hold on to ​your ​ticket – you’ll need it ​later เก็บตั๋วเอาไว้นะ เดี๋ยวจะต้องใช้หลังจากนี้อีก

Break down my walls ในที่นี้ไม่ช่ฝาผนังหรือกำแพงบ้านนะ แต่หมายถึงกำแพงหัวใจ ที่คนเราตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องหัวใจตัวเอง

 

ไวยากรณ์

เพลงนี้ก็มีไวยากรณ์เด่นๆไม่มากนัก คิดว่าอาจจะมีไวยการณ์เพี้ยนๆด้วย แต่ก็ภาษาเพลงนี่นา อย่าไปซีเรียส

ขอเอาไวยากรณ์อย่างอื่นที่ไม่ใช่ Tense เริ่มก่อนนะ กลัวจะเบื่อกัน

เอาประโยคนี้ก่อน I’m better sleeping on my own คิดว่าน่าสนใจตรง better นะ
คือเป็นการอธิบายว่า ควรจะทำอะไรดีกว่า บอกว่าเราทำสิ่งนี้มันดีกว่านะ
จริงๆความหมายก็คล้ายๆกับ would rather คือการเลือกว่า ทำสิ่งนี้ หรือเลือกสิ่งนี้ดีกว่าสิ่งอื่น

จะใช้ verb to be + better + infinitive หรือ gerund ก็ได้

  • It’s better to play outside today – ออกไปเล่นข้างนอกดีกว่านะวันนี้
  • He’s better staying with her – เขาน่าจะอยู่กับเธอคนนั้นมากกว่านะ

ต่อกันที่ Tense
เท่าที่เห็นก็มี Present simple, Present Perfect, Past simple, Future Continuous

ส่วนใหญ่ในเพลงนี้จะเป็น Past simple ซะ 80% เพราะพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และ “จบไปแล้ว” ย้ำ!! “จบไปแล้ว!!!”
นี่แหละคือวิธีการใช้ Past simple tense – พูดถึงเหตุการณ์ที่จบไปแล้ว ในอดีต
แต่ถ้าอยากพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต จนถึงปัจจุบันล่ะ? ก็ใช้ Present perfect สิคะ อยากจะอธิบายเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงเมื่อไหร่ ใช้ perfect ไปเลยค่ะ

วิธีดูว่าเป็น Past simple ดูยังไง…. คำกริยา เติม ed หรือเป็นช่อง 2 ค่ะ
ตัวอย่างจากในเพลงก็มี

yourained” on my parade

you “broke” my heart – ช่อง 2 ของ Break

“didn’t” wanna write a songช่อง 2 ของ Do, Does

you “hated” my friends

The only problem “was” with you and not them – ช่อง 2 ของ Is, am, are

you “told” me my opinion “was wrong – ช่อง 2 ของ tell

And “tried to make – อันนี้กริยาที่ตามหลัง to จะต้องเป็นรูปเดิมของมันเท่านั้น

For all the times you “made” me feel small – ช่อง 2 ของ make

I “fell” in love – ช่อง 2 ของ fall

I never “felt” so low when I “was vulnerable – ช่อง 2 ของ feel

“Was” I a fool to let you break down my walls?

 

ส่วน Present simple ก็เป็นเหตุการณ์ทั่วๆไปในปัจจุบัน หรือบอกว่ามันคือปัจจุบัน อันนี้น่าจะไม่ยาก เพราะก็แค่ใช้กริยาช่อง 1 ธรรมดาๆ แต่อย่าลืมว่าถ้าประธานเป็น “เอกพจน์” (ยกเว้น I และ You) กริยาจะเติม s ด้วย

 

ต่อกันที่ Present continuous หมายถึงการที่ “กำลังทำ” บางสิ่งบางอย่างอยู่ วิธีการใช้รูปประโยคนี้คือ verb to be + verb-ing

ตัวอย่างจากในเพลงก็มี

You think “I’m crying” on my own, well I ain’t

And if you think that “I’m still holdin’ on” to somethin’

didn’t see “what’s going on

 

ต่อที่ Present Perfect ในเพลงนี้มีแค่ประโยคเดียวคือ

And I’ve been so caught up in my job – สื่อถึงว่า เขาเนี่ยยุ่งอยู่กับงาน มาเป็นเวลาสักพักนึงเลย

วิธีการสร้างประโยคแบบนี้ก็คือ Verb to have + Verb ช่อง 3 (ในกรณี Been คือช่อง 3 ของ verb to be)

ประโยครูป Perfect หมายถึงการพูดถึงเหตุการณ์ที่ดำเนินต่อเนื่องจากอดีตจนถึงช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ถ้า “Present” perfect หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากในอดีต จนถึง “present” หรือปัจจุบันนั่นเอง
ถ้าเป็น “Past” perfect ก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าอดีตที่เราจะเล่า จนถึงอดีตตอนที่เราพูดถึง
เช่นเดียวกันกับ “Future” perfect ก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากในอดีต จนถึงอนาคต

 

แล้วก็จะมี Tense แปลกๆมาอันนึงก็คือ… Future continuous มีประโยคเดียวเหมือนกัน ก็คือ

And baby “I’ll be movin’ on – สื่อถึงว่า ในอนาคตอันใกล้ เขาจะตัดใจได้แล้ว

วิธีการสร้างประโยคแบบนี้มีสองวิธีคือ
– will/shall + be + verb-ing
– verb to be + going to be + verb-ing

จริงๆนี่คิดว่า จะเป็น Future tense ธรรมดาก็ไม่ผิดนะ แต่การใช้ Future continuous มันจะสื่อถึงการที่เรา “คาดเดา” ว่าในอนาคตนั้น เราจะต้องทำได้ เราจะต้อง move on ได้
ซึ่งมันเป็นแค่การคาดการณ์ไง ไม่ใช่อะไรที่จะทำได้เป๊ะๆ หรือแพลนเอาไว้จริงๆได้