เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง : Charlie Puth – We Don’t Talk Anymore feat. Selena Gomez

เพลงนี้จริงๆแล้วเป็นเพลงง่ายๆ ไม่ค่อยมีเนื้อหาอะไรมาก คำศัพท์ก็ไม่ยากเลย เหมาะสำหรับมือใหม่ที่จะหาความหมายเพลงด้วยตัวเองนะ
แต่ใครอยากได้เรื่องไวยากรณ์ด้วย เบียร์ก็เขียนเท่าที่เขียนได้มาแล้วล่ะ

ไปอ่านเนื้อเพลงเต็มๆได้ที่นี่นะ http://www.aelitaxtranslate.com/2016/01/charlie-puth-we-dont-talk-anymore-feat-selena-gomez.html

 

We don’t talk anymore, we don’t talk anymore
We don’t talk anymore, like we used to do
We don’t love anymore
What was all of it for?
Oh, we don’t talk anymore, like we used to do

เราต่างไม่คุยกันอีกแล้ว
เราไม่คุยกัน อย่างที่เคยเลยนะ
เราไม่รักกันแล้วใช่มั้ย
แล้วทั้งหมดที่ผ่านมามันคืออะไร?
ตอนนี้เราต่างไม่คุยกัน อย่างที่เป็นมาเสมอ

 

คำศัพท์

Anymore = อีกต่อไป
เป็นคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกับในอดีต คือจากที่เคยทำ จะไม่ทำอีกต่อไป จากที่เคยไม่ทำ ก็จะทำ

I can’t do this anymore.
ฉันทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

 

ไวยากรณ์

Used to = เคยทำ
นี่ก็เป็นคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกับในอดีต เหมือน Anymore
วิธีการใช้ Used to ในกรณีนี้ คือ Used to + V เพียวๆ (infinitive) ไม่มีการเติม s หรือเปลี่ยนรูปใดๆทั้งนั้น
Infinitive ของ Verb to be ก็คือ Verb to “be”
ดังนั้นถ้าต้องการจะใส่ verb to be ตามหลัง used to ต้องตามด้วย Used to “be” เท่านั้น ห้าม is am are
เช่นเดียวกันกับ Verb to do และ Verb to have แม้ประธานจะเป็นเอกพจน์ หรือ he she it ก็ต้องใช้ do และ have

She used to have a boyfriend
เธอเคยมีแฟน (แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว)

 

อย่าสับสนกับ get/be + used to นะ อันนี้จะแปลว่า “เคยชิน” ไม่ใช่ “เคยทำ”

You will get used to me loving you.
เธอจะชินกับการที่ฉันรักเธอเอง

กรณีนี้ ตามหลัง to ต้องตามมาด้วย noun หรือ verb+ing (gerund) เท่านั้นนะ ไม่ใช่ infinitive แบบอันบน
เพราะถ้าลองแปลเป็นไทยดูแล้ว คำว่าเคยชิน ก็ต้องเคยชินกับ “การ” กระทำ ใช่มะ
ในภาษาไทย เติม การ ลงไปข้างหน้าก็เปลี่ยนกริยาให้กลายเป็นคำนามได้ ภาษาอังกฤษก็หลักการเดียวกัน เติม ing ซะ ให้กลายเป็นคำนาม
(ถ้าขี้เกียจจำหลักการก็จำแค่ เคยชิน + Noun หรือ v.ing พอก็ได้)

 

ทีนี้ใช้ get กับ verb to be อย่างไร เวลานำหน้า used to

Get = แสดงการเปลี่ยนแปลง

ขอใช้ประโยคตัวอย่างด้านบนเหมือนเดิมนะ
You will get used to me loving you.
เธอจะชินกับการที่ฉันรักเธอเอง

หมายถึงว่าตอนนี้ยังไม่ชิน แต่เดี๋ยว จะ (will) ชินไปเอง

ส่วน Verb to be = บอกสภาพ

I am used to riding a bike to school
ฉันชินกับการปั่นจักรยานไปโรงเรียนแล้ว

 

อีก 1 อย่างที่น่าสนใจคือ used to do เป็นการพูดถึงอดีตเท่านั้น (past tense)
แต่ get/be used to doing
สามารถใช้ได้กับทุกเวลา ทุก tense เลย

ถ้าไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง tense ก็ดูแค่ว่า get กับ verb to be เป็น ปัจจุบัน หรืออดีต หรืออนาคตก็พอเนอะ

I was used to riding a bike to school  (มี was เป็นรูปอดีต)
เมื่อก่อน ฉันเคยชินกับการปั่นจักรยานไปโรงเรียน (แปลว่าตอนนี้อาจจะไม่ชินแล้ว)

I am used to riding a bike to school (มี am เป็นรูปปัจุบัน)
ฉันชินกับการปั่นจักรยานไปโรงเรียนแล้ว

I will be used to riding a bike to school (มี will be เป็นรูปอนาคต)
ฉันจะชินกับการปั่นจักรยานไปโรงเรียน (แปลว่าตอนนี้ยังไม่ชิน แต่จะชินในอนาคต)

I got used to riding a bike to school (มี got เป็นรูปอดีต)
ตอนนั้นฉันชินกับการปั่นจักรยานไปโรงเรียนจนได้ (เล่าถึงอดีต ว่าก่อนหน้านั้นไปอีกเนี่ย เราไม่ชิน แต่ในที่สุดก็ชินจนได้)

I get used to riding a bike to school (มี get เป็นรูปปัจจุบัน)
ฉันชินกับการปั่นจักรยานไปโรงเรียนจนได้ (ก่อนหน้านี้ยังไม่ชิน แต่สุดท้ายก็ชินจนได้)

I will get used to riding a bike to school (มี will get เป็นรูปอนาคต)
ฉันจะชินกับการปั่นจักรยานไปโรงเรียนให้ได้ (แปลว่าตอนนี้ยังไม่ชิน แต่ในอนาคตคาดว่าจะชินได้)

ลองดูตัวอย่างเพิ่มเติมได้จากเพลง Get Used To It ของ Justin Bieber ได้นะ

 

ส่วนที่เห็นในเนื้อเพลงท่อนนี้มี Tense อะไรบ้างเรามาดูกัน

We don’t talk anymore มี don’t บอกว่าเป็นรูปปัจจุบัน แปลว่าอันนี้พูดถึงปัจจุบัน

Like we used to do มี used to + v.infinitive อย่างที่เรียนไป อันนี้เป็นอดีต

What was all of it for มี was เป็นรูปอดีต แปลว่าอันนี้พูดถึงเรื่องในอดีต ว่าทั้งหมดที่ผ่านมาเนี่ย มันเพื่ออะไร

 

I just heard you found the one you’ve been looking
You’ve been looking for
I wish I would have known that wasn’t me
Cause even after all this time I still wonder
Why I can’t move on
Just the way you did so easily

ฉันได้ยินมาว่า เธอได้พบคนที่เธอเฝ้าตามหา
เฝ้าตามหามานานแสนนานแล้วสินะ
ฉันน่าจะรู้แต่แรกนะ ว่าคนคนนั้นน่ะไม่ใช่ฉัน
เพราะแม้จะผ่านมานานแสนนาน ฉันก็ยังคงสงสัย
ว่าทำไมฉันตัดใจจากเธอไม่ได้สักที
เหมือนที่เธอทำได้อย่างง่ายดาย

 

คำศัพท์

Wonder (v.) = สงสัย แต่ถ้าเป็นคำนามจะแปลว่าสิ่งมหัศจรรย์ก็ได้นะ

Move on (v.) = ตัดใจ เหมือนกับการก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้แล้ว ไม่ยึดติดกับอดีต หรือคนเก่า

Cause = Because = เพราะว่า เป็นการย่อคำเฉยๆ
จริงๆแล้วคำว่า Cause เฉยๆแปลว่า สาเหตุ หรือ ทำให้เกิด….

 

ไวยากรณ์

ท่อนนี้มีจุดที่ผิดหลักไวยากรณ์นิดหน่อยตรง

You been looking

ปกติแล้ว verb ช่อง 3 จะไม่สามารถใช้เป็นกริยาของประโยคด้วยตัวมันเองได้ จะต้องมี verb ช่วยเสมอ โดยอาจจะเป็น verb to be หรือ verb to have หรือ get

ในกรณีนี้ verb ช่อง 3 คือ been ที่เป็นช่อง 3 ของ verb to be ต้องนำหน้าด้วย verb to have เท่านั้น
ซึ่งจะทำให้กลายเป็น Perfect Continuous Tense (verb to have + been + v.ing)

ความหมายของ tense นี้คร่าวๆก็คือ เป็นสิ่งที่ทำมาตลอดต่อเนื่องตั้งแต่อดีต จนถึงช่วงเวลาหนึ่ง
(เคยอธิบายละเอียดๆไปแล้วในเพลง Begin Again กลับไปย้อนอ่านได้)

 

I wish I would have known

อันนี้ไม่ได้ผิดหลักมากเท่าไหร่ แค่ปกติแล้ว Wish เนี่ยจะไม่ตามด้วย would แต่จะตามด้วย past simple tense หรือ past perfect tense เลย ก็คือจะใช้ I wish I had known ไปเลยก็ได้ในกรณีนี้

แล้ววิธีใช้ของ 2 tense นี้ต่างกันยังไง

I wish I knew (past simple tense) เป็นการ “มโน” ถึงสภาพปัจจุบัน

I wish I was/were a boy ฉันภาวนาให้ฉันเป็นผู้ชาย (แปลว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นผู้ชาย แค่อยากเป็น)

I wish I had known (past perfect tense) เป็นการพูดถึงความ “เสียดาย” ในอดีต

I wish you had been my boyfriend since then เธอน่าจะมาเป็นแฟนฉันตั้งแต่ตอนนั้นนะ (เสียดายที่ไม่ได้เขามาเป็นแฟนตั้งแต่ในอดีต)

เรื่องนี้จริงๆก็เหมือนกับ If Clause (Conditional) ที่ 2 กับ 3 นั่นแหละ ไว้เดี๋ยวเจอละค่อยสอน

 

Don’t wanna know
What kind of dress you’re wearing tonight
If he’s holding onto you so tight
The way I did before
I overdosed
Should’ve known your love was a game
Now I can’t get you out of my brain
Oh, it’s such a shame

ฉันไม่อยากรู้หรอก
ว่าคืนนี้เธอสวมชุดอะไร
หากเขาคนนั้นจะเสพติดเธอมาก
อย่างที่ฉันเคย
จนฉันเสพเกินขนาด
ฉันน่าจะรู้นะว่าความรักสำหรับเธอมันเป็นแค่เกม
และตอนนี้ฉันก็ขจัดเธอออกไปจากสมองฉันไม่ได้เลย
มันแย่จริงๆนะ

 

คำศัพท์

Wanna = want to = ต้องการที่จะ

Kinda = kind of = แบบไหน

Hold onto = กอด เหนี่ยวรั้ง

Overdose (v.) = เสพยาเกินขนาด

Shoulda = should have = น่าจะ (ในอดีต)

Shame (n.) = ความอับอาย ความละอาย

 

ไวยากรณ์

ท่อนนี้ไม่ค่อยมีอะไรมาก ดู tense กันก่อนง่ายๆ

มีแค่สามบรรทัดนี้ที่เป็นรูปอดีต ที่เหลือเป็นปัจจุบันหมดเลย

The way I did before

I overdosed

Shoulda known your love was a game

 

Should ปกติเป็น modal verb จะต้องตามมาด้วย v.infinitive เท่านั้น เลยมักจะมีความหมายเป็นปัจจุบันกับอนาคตซะมากกว่า
แต่ถ้าจะทำให้เป็นอดีตเนี่ย ให้เติม have + v. ช่อง3 เข้าไป จะเป็นการเล่าถึงอดีตว่าตอนนั้น น่าจะทำแบบนั้น

 

I just hope you’re lying next to somebody
Who knows how to love you like me
There must be a good reason that you’re gone
Every now and then I think you
Might want me to come show up at your door
But I’m just too afraid that I’ll be wrong

ฉันแค่หวังว่าเธอจะนอนอยู่ข้างใครสักคน
คนที่จะรักเธอเป็น เหมือนที่ฉันเคยรัก
มันคงมีเหตุผลดีๆนะที่เธอจากฉันไป
บางครั้งบางคราวฉันก็คิดถึงเธอนะ
เธออาจจะอยากให้ฉันไปโผล่ที่หน้าบ้านเธอก็ได้
แต่ฉันแค่กลัวว่าฉันจะคิดผิดไป

 

คำศัพท์

Lying = Lie (v.) = นอน / โกหก แต่ในที่นี้แปลว่านอน เพราะคำถัดไปคือ next to ที่แสดงถึงตำแหน่ง ข้าง….. เราคงจะไม่ไปโกหกข้างๆใครเนอะ

Every now and then = นานๆครั้ง หรือ บางครั้ง มีความหมายเหมือน from time to time และ occasionally

Show up (v.) = ปรากฏตัว

 

 

สุดท้ายนี้ก็ขอโฆษณานิดนึง สำหรับคนที่อยากเรียนภาษาอังกฤษกับเบียร์
ตอนนี้เบียร์สอนติวสอบ TOEIC อยู่ที่สถาบัน Int Tutor นะครับ ถ้าใครสนใจอยากเรียนกับเบียร์ก็ไปสมัครเรียนกันได้ที่เว็บไซต์ IntTutor.com หรือโทร 02-129-3330 ได้เลย

toeic 2

13690750_975609492537010_4725028106795593529_n